Monday, August 22, 2016

สูตรบัตเตอร์ครีมนมข้นหวาน

สูตรบัตเตอร์ครีมนมข้นหวาน

ดอกไม้บัตเตอร์ครีมที่พยายามบีบให้สวย แต่ได้เท่านี้



23 สิงหาคม 2559
11:21
บัตเตอร์ครีม
บัตเตอร์ครีม หมายถึงครีมที่ทำจากเนยเป็นส่วนประกอบหลัก ทำได้หลายวิธี เช่น บัตเตอร์ครีมไอซิ่ง บัตเตอร์ครีมน้ำเชื่อม บัตเตอร์ครีมนมข้นหวาน บัตเตอร์ครีมไข่ขาว บัตเตอร์ครีมไข่แดง บัตเตอร์ครีมฯ
วันนี้ฝันจะพาทำบัตเตอร์ครีมนมข้นหวานค่ะ ซึ่งทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เพราะไม่ต้องเสียเวลาทำน้ำเชื่อมเอง ควบคุมรสชาติได้ง่าย แถมยังอร่อยมีความหอม ซ้ำยังไม่เลี่ยนอีกด้วยค่ะ
**ไม่ได้บอกว่าบัตเตอร์ครีมนมข้นหวานนั้นดีที่สุดนะคะ แต่อยากจะบอกว่ามันง่าย สะดวก เร็ว ในขณะที่รสชาติก็ไม่ด้อยเลย สามารถทำขายได้เลยนะ สูตรนี้อร่อยกว่าหลายๆ ร้านที่ออกบูธขายตามห้างด้วยซ้ำไป มือใหม่สามารถนำไปทำครีมแต่งหน้าเค้กขายได้ ทำเป็นครีมไส้ชิฟฟอนหรือแยมโรลก็ได้อีก

สูตรบัตเตอร์ครีมนมข้นหวาน // Pafun JK.
ส่วนผสม สำหรับบัตเตอร์ครีมประมาณ 1 กิโลกรัม
เนยสด300 กรัม
เนยขาว200กรัม
นมข้นหวาน1กระป๋อง
น้ำเชื่อม 50-100 กรัม
น้ำเกลือ 2-3 ช้อนโต๊ะ
หมายเหตุวัตถุดิบ
  • เนยสดควรเย็นแต่ไม่แข็ง สามารถตีให้กระจายตัวได้ (ทดลองจิ้มนิ้วลงไป กดลงคือใช้ได้)
  • ตามสูตรใช้เนยสดชนิดจืด หากใช้ชนิดเค็มหรือใช้มาการีนให้ลดเกลือลง หรืออาจไม่จำเป็นต้องใส่ 
  • เนยขาว ใช้เนยขาวคุณภาพสูงจะไม่มีไขมันทรานซ์และมีสีขาวกว่าแบบทั่วไป 
  • ใช้นมข้นหวานหรือครีมเทียมข้นหวานก็ได้ แล้วแต่ยี่ห้อ แต่รสชาติและรสสัมผัสจะต่างกันเล็กน้อย นมข้นหวานจะให้กลิ่นรสที่หอมมันอร่อยกว่า 
  • น้ำเชื่อม ใช้น้ำเชื่อมสำเร็จรูป เช่นน้ำเชื่อมมิตรผล หรือน้ำเชื่อมคาราเมลท็อปปิ้ง เป็นต้น ใส่มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าชอบหวานแค่ไหน หากต้องการตัดน้ำเชื่อมออก ให้ลดเนยสดเหลือ 200 กรัม ก็ไม่ต้องใส่น้ำเชื่อม 
  • น้ำเกลือคือเกลือป่นละลายในน้ำอุ่น วิธีที่ง่ายคือตักเกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ใส่ถุง เทน้ำอุ่นลงไปประมาณ ¼ ถ้วย หรือ 4 ช้อนโต๊ะ เขย่าจนเกลือป่นละลาย ตักน้ำเกลือมาใช้ ก่อนใส่น้ำเกลือให้ชิมครีมดูก่อน ถ้าเค็มแล้วก็ไม่ต้องใส่ 
  • ถ้าชอบครีมสีขาว ใช้น้ำเชื่อมปกติ ถ้าชอบออกกลิ่นคาราเมล ใช้คาราเมลท็อปปิ้ง แต่สีจะเหลืองขึ้นเล็กน้อย 
  • สูตรนี้ไม่ได้ใส่กลิ่น เพราะนมข้นหวานมีกลิ่นหอมหวานอยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากเพิ่มกลิ่นใดๆ สามารถเพิ่มได้ ¼ - 1 ช้อนชา (ไม่ควรใส่กลิ่นมากเกินไป เพราะจะทำให้มีกลิ่นแปลกปลอมขึ้นจมูก กลิ่นแปลกปลอมนี้คนทั่วไปอาจไม่รู้ แต่คนที่มีสัมผัสไวเรื่องกลิ่นและรสจะสามารถทราบได้ทันที)
ขั้นตอนการทำบัตเตอร์ครีม
  • ตีเนยสดให้กระจายตัว
  • เติมเนยขาว ตีให้เข้ากัน
  • ตีเนยสดและเนยขาวด้วยความเร็วปานกลางค่อนข้างสูง ประมาณ 15 นาที (หรือขึ้นอยู่กับขนาดที่ตี ชนิดของหัวตี และความเร็วที่ใช้) ระหว่างที่ตีควรปาดโถไปด้วย เพื่อให้ขึ้นฟูได้ทั่วถึง หรือจะตีรอบละ 5 นาที แล้วนำมาปาดก้นโถ ขอบโถให้เข้ากันก็ได้
  • เมื่อครีมขึ้นฟูจะเพิ่มปริมาตรประมาณ 2 – 3 เท่า สีออกขาว ดูฟูเบาขึ้น
  • เจาะนมข้นหวานเป็นรูใหญ่ เทลงเป็นสาย ขณะที่เครื่องตียังคงทำงาน (ด้วยความเร็วระดับกลางค่อนไปทางสูง) เมื่อเทจนหมดหรือใกล้หมด เจาะกระป๋องโดยรอบ แล้วเทที่เหลือจนหมด ตีพอเข้ากัน
  • ตักครีมประมาณ 1 ช้อนชาพูนมาชิม ถ้าชอบหวานน้อย อาจไม่ต้องเติมน้ำเชื่อมเพิ่ม แต่ถ้าชอบหวานมากก็เพิ่มได้ตามชอบ (อาจทยอยเพิ่มทีละ 50 กรัม) ตีต่อไปอีกประมาณ 10 – 15 นาที สังเกตว่าครีมจะกลับมาขึ้นฟูเบา สีขาวนวล ชิมอีกรอบ จากนั้นเติมน้ำเกลือ แล้วตีต่อพอเข้ากัน
  • เมื่อครีมฟูดีแล้ว ลดเป็นความเร็วต่ำสุด ตีประมาณ 2 นาที เพื่อไล่ฟองอากาศใหญ่ๆ เพื่อให้เนื้อครีมเนียนละเอียดขึ้น จากนั้นใช้พายยางคนพอเข้ากัน นำไปปาดเค้กตามชอบ

    เคล็ดไม่ลับ
    • ครีมสำหรับบีบดอกไม้ เช่นดอกกุหลาบ อาจไม่ต้องตีให้ฟูเบามากเหมือนครีมที่ใช้ปาดเค้ก ตัวอย่างในขั้นตอนที่ 6 เมื่อตีฟูพอประมาณ เช่นสัก 10 นาทีแล้ว แบ่งครีมไว้บีบดอกกุหลาบส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะใช้ปาดเค้กจึงตีต่ออีกสัก 5 นาที
    • เพิ่มความหอมนวลเนียน ด้วยการเติมวิปปิ้งครีมสัก 2 – 4 ช้อนโต๊ะ ไปในช่วงสุดท้ายของการตีครีม จะเพิ่มความหอมนุ่มนวลเนียนยิ่งขึ้นไปอีก แต่ข้อเสียคือระยะเวลาการเก็บรักษาอาจจะสั้นลง


    ข้อควรทราบ
    • กำลังของเครื่องตีของแต่ละบ้านนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของเครื่องตี รวมทั้งแบรนด์ รุ่นต่างๆ ดังนั้นจึงบอกไม่ได้ว่าจะต้องใช้เบอร์อะไร ตีนานแค่ไหน ตรงส่วนนี้ผู้ตีควรจะสังเกตลักษณะของเนื้อครีมเอาเองเป็นหลัก แรกๆ อาจทำได้ไม่ดี 100% แต่ถ้าทำบ่อยๆ อีกทั้งหมั่นสังเกตและแก้ปัญหา จะสามารถตีครีมให้ได้ลักษณะที่ดีและตรงตามต้องการได้
    • การตีครีมควรใช้ความเร็วระดับกลาง ถ้าใช้เครื่องตีกำลังสูง แต่หากใช้เครื่องตีที่มีกำลังต่ำ อาจใช้ความเร็วระดับสูงสุดก็ได้ ตัวอย่างหัวตีที่ฝันใช้คือใช้เครื่องตีมือถือ otto หัวตีแบบเดียวกับที่ตีไข่ มีความเร็วอยู่ 5 ระดับ เริ่มแรกฝันจะใช้ความเร็วที่ระดับ 4 เมื่อตีขึ้นฟูแล้วจึงลดมาเป็นระดับ 3 หากใช้ความเร็วระดับ 5 ครีมจะขึ้นฟูเร็วกว่า แต่จะไม่อยู่ตัว เนื้อครีมจะเหลวง่าย จึงเป็นข้อควรระวังว่าไม่ควรใช้ความเร็วสูงสุดในการตีครีม

    การเก็บรักษา
    • เก็บในภาชนะปิดสนิท เช่นใส่กล่องล็อก หรือถุงพลาสติกปิดปากเรียบร้อย
    • ที่อุณหภูมิห้องได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนใช้นำมาคนด้วยพายยางจนเนียน
    • ในตู้เย็นได้ประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ เมื่อจะใช้ให้นำออกมาวางที่อุณภูมิห้องจนครีมนิ่ม คนด้วยพายยางจนครีมกลับมาเนียน


    ลากันด้วยเค้กมาลัยที่ทำให้ย้อนหลังวันเกิดพ่อเมื่อปิดเทอมปีก่อนนะจ๊ะ ตอนทำเสร็จไม่ได้ถ่าย
    มาถ่ายได้ตอนที่ถึงกำแพงเพชรแล้ว เละไปแล้ว แง้ๆ แต่ก็ดีใจที่ได้ทำให้ พ่อยอมเป่าด้วยน๊า ดีใจมาก

    สูตรถัดไป (รออัพ)
    ...

    หวังว่าคงได้อะไรกลับไปบ้าง จากบทความนี้นะคะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาค่า

    ...ติชม ให้กำลังใจบ้าง ก็ดีนะคะ อิอิ

    Monday, July 11, 2016

    Butter Cookies : การทำคุกกี้ คุกกี้เนยสด

    Butter Cookies



    การทำ Butter Cookies คุกกี้สูตรอร่อย
    คุกกี้เนยสด

    11 กรกฏ 2559
    13:21
    คุกกี้เนยสด


    คุกกี้เนยนั้นมีอยู่มากมายหลายสูตร ทั้งสูตรฉ่ำเนย สูตรนิ่ม สูตรกรอบ ก็ว่ากันไป วันนี้ขอเสนอสูตรกรอบแต่ไม่กรอบแข็งนะคะ ทำง่ายๆ แต่จะอร่อยแค่ไหน ไม่ได้อยู่ที่สูตรเพียงอย่างเดียว ปัจจัยอื่นๆ เช่น วัตถุดิบที่ใช้ ขั้นตอนการทำ การอบ การเก็บ ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน


    สูตรเด็ดเคล็ด (ไม่) ลับ

    • ใช้วัตถุดิบที่ดี เช่น ไข่ไก่สดใหม่ ใช้เนยสดแท้ 
    • ไม่ตีครีมแรงเกินไปหรือฟูเกินไป (เนย+น้ำตาล+ไข่)
    • ใส่แป้งแล้วห้ามตีนาน (จะได้คุกกี้เหนียวๆ หนืดๆ แทน)
    • อากาศร้อนต้องระวัง อากาศร้อนจะทำให้เนยละลาย จะกดให้ขึ้นรูปไม่ได้ (ดังตอนท้ายฝันต้องเอามาปั้นก้อนกลมแทน เพราะไม่สามารถใช้ที่กดกดให้เป็นรูปร่างได้)
    • ถาดที่ใช้อบต้องเย็น หรือไม่เหลือความร้อนอยู่เลย
    • วอร์มอุณหภูมิเตาอบให้ได้ที่ดีเสียก่อน

    Butter Cookies คุกกี้สูตรอร่อย
    คุกกี้เนยสดหน้าช็อกโกแลตชิพ


    สูตรคุกกี้เนยสดสูตรกรอบ

    ส่วนผสม สำหรับคุกกี้ประมาณครึ่งกิโลกรัม (ขนาดตามรูป ประมาณ 80 ชิ้น)

    แป้งสาลีอเนกประสงค์250 กรัม
    วานิลลาผง (ไม่ใส่ก็ได้)1ช้อนชา
    ผงฟู3/4ช้อนชา
    เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
    น้ำตาลทรายไอซิ่ง 130 กรัม
    ไข่ไก่ 1 ฟอง
    เนยสดชนิดจืด (ใช้เค็มลดเกลือ) 150 กรัม
    เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
    ช็อกโกแลตชิพ (แต่งหน้าตามชอบ) 1 ช้อนชา


    *สูตรนี้จะไม่หวานมาก ชอบหวานเติมน้ำตาลสัก 10-20 กรัม
    *สูตรนี้จะกรอบพอประมาณ ถ้าชอบกรอบมากให้อบสองรอบ (อบรอบแรกแค่พอสุก ระวังไหม้ด้วย อบรองสองอบไฟต่ำ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 5 นาที
    *อยากได้กร๊อบกรอบ เปลี่ยนเป็นแป้งขนมปัง
    *ปรับเป็นรสชาติอื่นๆ ได้ เช่น ทำเป็นคุกกี้ช็อกโกแลตชิพ ลูกเกด ผลไม้รวม ฯ
    เตรียม ผสม อบ และการเก็บ

    • เตรียมเตาอบตั้งอุณหภูมิประมาณ 170-175 องศาเซลเซียส ไฟบน-ล่าง พัดลม
    • เตรียมถาดอบ รองกระดาษรองอบ (Parchment Paper)แช่ตู้เย็นไว้ได้ยิ่งดี
    • ร่อนแป้งกับของแห้งทุกอย่าง ยกเว้นน้ำตาลไอซิ่ง พักไว้
    • เนยสดใช้แบบที่นุ่มแล้ว แต่ยังมีความเย็นอยู่ ตีเนยสดกับเกลือป่นพอเนยกระจายตัวไม่จับก้อนแข็ง
    • เติมน้ำตาลไอซิ่งลงไปตีกับเนยสด ด้วยความเร็วปานกลาง (ใช้วิธีเติมน้ำตาลไอซิ่งทีละน้อย จะทำให้น้ำตาลละลายและเป็นครีมเร็วกว่าใส่ทีละมากๆ)
    • ตีจนเนยมีสีอ่อนลง กระจายตัวดี ไม่ต้องฟูมาก น้ำตาลไม่จำเป็นต้องละลายหมด
    • ใส่ไข่ลงไปตีด้วยความเร็วปานกลาง ตีพอเข้ากัน (ถ้าใช้ไข่มากกว่า 1 ใบ ควรใส่ไข่ทีละฟอง)
    • ใส่แป้งลงไปครึ่งหนึ่ง ตีพอเข้ากัน ใส่ทีเหลือ ตีพอเข้า ปาดโถ
    • คนส่วนผสมพอเข้ากันดี ไม่มีผงแป้งเหลืออยู่ 
    • ตักใส่ที่กดคุกกี้เพื่อขึ้นรูป หรือใช้สกูปตักไอศกรีมตักเป็นลูกๆ ก็ได้ 
    • วางเรียงบนถาดโดยเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 นิ้วเพื่อให้มีพื้นที่ขยายตัว
    • แต่งหน้าตามชอบ
      การทำ Butter Cookies คุกกี้สูตรอร่อย
      การอบคุกกี้ควรมีระยะห่าง ไม่วางชิดติดกัน
    • การอบคุกกี้ระยะเวลอบขึ้นอยู่กับขนาดของคุกกี้ ฝันอบประมาณ 8 -10 นาทีในรอบแรก จากนั้นนำออกมาพักบนตะแกรง แล้วอบรอบสองด้วยไฟ 150 องศาเซลเซียสอีก 5 นาที (สามารถอบเพียงรอบเดียวได้ โดยเพิ่มเวลาอบอีกเล็กน้อย และควรปรับลดอุณหภูมิในช่วงท้ายของการอบด้วยเพื่อป้องกันคุกกี้มีสีเข้มเกินไป)
      การทำ Butter Cookies คุกกี้สูตรอร่อย
      การอบรอบสอง ใช้ไฟอ่อน ไม่จำเป็นต้องวางห่างกัน
    • การเช็คสุกคุกกี้ดูที่สีของคุกกี้ โดยเฉพาะตรงก้นถ้ามีสีเหลืองแสดงว่าคุกกี้สุกใช้ได้ (ยกเว้นการอบคุกกี้ชิ้นหนาๆ ด้วยไฟแรงมากๆ ด้านนอกอาจสุกก่อนด้านใน - หากคุกกี้ชิ้นหนาควรลดอุณหภูมิเตาอบลง และเพิ่มระยะเวลาการอบให้นานขึ้นอีกหน่อย)
    • การนำออกจากถาด ให้ใช้ที่ตักแบนๆ แซะออกเบาๆ และวางพักไว้บนตะแกรง
    • การเก็บคุกกี้ควรเก็บขณะที่คุกกี้มีความอุ่นอยู่เล็กน้อย ถ้าอุ่นมากไปจะเกิดความชื้นขณะเก็บได้ แต่ถ้าเก็บตอนเย็นสนิทเลย คุกกี้จะดูดความชื้นเข้าไปไว้ ทำให้หายกรอบได้เร็ว

    เรื่องน่ารู้

    • ควรเก็บคุกกี้ในภาชนะที่ปิดสนิทเช่นในกล่องล็อก หรือในถุงที่ซีลปากถุง จะเก็บรักษาความกรอบไว้ได้นาน
    • อายุการเก็บรักษา ดีที่สุดคือรับประทานภายใน 2-3 วันแรก รสชาติและสัมผัสจะดีที่สุด สามารถเก็บไว้ได้กว่าสองสัปดาหในภาชนะที่ปิดสนิท การแช่ตู้เย็นจะช่วยรักษาความกรอบไว้ได้นานขึ้น หากอยากเก็บไว้นานๆ ให้แช่ช่องแข็ง สามารถเก็บได้นานหลายเดือน 
    • ถ้าหากไฟในเตาอบไม่สม่ำเสมอ เมื่ออบไประยะหนึ่งพอสีด้านหนึ่งเข้มขึ้น ส่วนอีกด้านสีอ่อน สามารถเปิดเตาอบเพื่อสลับถาดได้
    • สูตรนี้เนื้อจะไม่ค่อยเหลว ถ้าใส่ถุงบีบ จะบีบยากมาก หากต้องการใส่ถุงบีบ ควรเติมนมสดหรือนมข้นจืดลงไปเล็กน้อย ระหว่างขั้นตอนผสมแป้ง เพื่อให้เหลวขึ้น แต่การใส่นมอาจทำให้คุกกี้จืดได้ ควรเพิ่มน้ำตาลสัก 10 กรัม (ในระหว่างขั้นตอนการตีเนยกับน้ำตาล)
    • จากสูตร เนยสดชนิดจืด หากเปลี่ยนเป็นชนิดเค็ม อาจตัดเกลือออกหรือลดเกลือลงครึ่งหนึ่ง หากใช้มาร์การีนให้ตัดเกลือทิ้งไป
    • ถ้าต้องการเพิ่มรสชาติอื่นๆ ในเนื้อคุกกี้ เช่นใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ ลูกเกด ช็อกโกแลตชิพ ฯ ให้ใส่ลงไปในขั้นตอนสุดท้าย โดยคนพอเข้ากันทั่ว แต่วิธีนี้จะใส่ถุงบีบหรือที่กดคุกกี้ไม่ได้ ต้องใช้ที่ตักไอศกรีมหรือใช้ช้อนตักขึ้นรูปแทน
      การทำ Butter Cookies คุกกี้สูตรอร่อย
      ลาด้วยดอกไม้คุกกี้ที่สวยเป็นบางอันนะคะ
      สูตรถัดไป (รออัพ)

      ขนมไข่

      สโคน


      ขอให้มีความสุขกับคุกกี้ฝีมือตัวเองนะคะ

      แต่ถ้าขี้เกียจทำเอง Order มาก็จัดให้ค่ะ จะสูตรอื่นๆ สูตรไหนๆ เค้าก็ทำให้ได้หมดน๊า






      Saturday, July 9, 2016

      Basic Baking - อบขนมอย่างไรไม่ให้เสีย (1)

      Basic Baking

      การอบขนม การเตรียมเตาอบ การเช็คสุก


      9 กรกฏ 2559
      12:47

      อบขนมอย่างไรไม่ให้เสีย (1)

      การอบขนมให้ได้ผลดี ควรที่จะอ่านทบทวนหลายๆ ครั้ง จนเข้าใจขั้นตอนการทำเป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถเตรียมงานเป็นขั้นเป็นตอนได้อย่างถูกต้อง

      ขั้นตอนความสำเร็จ
      การอ่านสูตรให้ถี่ถ้วน
      การเตรียมพิมพ์ให้เหมาะสม
      การเตรียมเตาอบให้พร้อม
      การเตรียมวัตถุดิบ
      การชั่งตวงให้ถูกต้อง
      การอ่านสูตร
      การอ่านสูตรและวิธีการทำเป็นสิ่งแรกที่ผู้ทำขนมควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง โดยเฉพาะมือใหม่ การทำให้ได้ผลดีที่สุด คือทำตามสูตรทุกประการ หรือหากต้องการปรับส่วนไหนก็ให้เป็นไปตามสูตรการทดแทน (Substitutes)
      การเตรียมพิมพ์ขนม
      • การเตรียมพิมพ์ควรใช้พิมพ์ตามที่สูตรระบุ หากมีการเปลี่ยนพิมพ์ที่ใช้ ก็อาจจะต้องมีการปรับอุณหภูมิและเวลาในการอบด้วยเช่นกัน
      • เลือกใช้พิมพ์ให้เหมาะสมกับชนิดของขนม
        • คัพเค้กในถ้วยกระดาษ หรือกระทงจีบ ให้นำไปใส่ในพิมพ์จีบหรือพิมพ์มัฟฟิน เตรียมไว้ และไม่ควรวางชิดติดกันเกินไป ขนมจะสุกไม่ทั่วถึง
        • คัพเค้กในถ้วยคัพเค้กเคลือบ หรือถ้วยปาเน็ตโทน สามารถนำเข้าเตาอบได้เลย โดยเรียงไว้บนถาดอีกที และไม่ควรวางชิดติดกันเกินไป ขนมจะสุกไม่ทั่วถึง
        • การเตรียมพิมพ์กลม ให้ทาไขมันรอบพิมพ์ จากนั้นโรยแป้งสาลีที่ใช้ทำขนมให้ทั่ว เคาะเศษแป้งที่เหลือออกไป หรือทาไขมันรอบพิมพ์แล้วปูด้วยกระดาษรองอบทับโดยรอบอีกที (ยกเว้นการทำชิฟฟอนไม่ต้องทาไขมัน ถ้ากลัวติดให้ทาไขมันแล้วรองกระดาษรองอบที่ก้นเท่านั้น
        • การเตรียมถาดเหลี่ยม ให้ทาบกระดาษรองอบกับก้นถาด แล้วพับลงไปด้านล่างเพื่อหาความสูง แล้วตัดกระดาษตามรอยที่ทาบไว้ จากนั้นทาไขมันที่ถาดโดยรอบ กรุก้นถาด แล้วพับหรือตัดมุมให้กระดาษพอดีกับถาด
        • การทำชิฟฟอนที่มีสัดส่วนของเหลวมากกว่า 60% ควรอบในพิมพ์ปล่อง เพราะจะสุกทั่วถึงกว่าพิมพ์ปกติ
        • การอบคุกกี้ให้ทาไขมันแล้วปูกระดาษรองอบทับที่ก้นถาด โดยถาดที่ใช้จะเป็นถาดก้นตื้น ถ้าไม่มีให้อบทางก้นถาดแทน
        • การเตรียมพิมพ์บราวนี่ ให้ใช้ฟอยล์หรือกระดาษรองอบปูโดยเผื่อขอบขึ้นมาสูงกว่าขอบถาด เพื่อสามารถยกขึ้นออกจากถาดได้ง่าย
        • คุกกี้ เลือกใช้พิมพ์สูงประมาณ 1 นิ้ว
        • บราวนี่ เลือกใช้พิมพ์สูงประมาณ 1-1.5 นิ้ว
        • ชิฟฟอนสามเหลี่ยม ใช้ถาดสูงประมาณ 1.5 นิ้ว
        • เค้กถาดใช้ถาดสูงประมาณ 2 นิ้ว
        • แยมโรลใช้ถาดสูงประมาณ 1.5 นิ้ว
      • การอบรองน้ำ คือการนำถาดหรือพิมพ์ขนมที่จะอบไปวางไว้ในถาดที่ใส่น้ำไว้เพื่อป้องกันก้นขนมไหม้ ใช้สำหรับขนมบางประเภทที่ต้องการรักษาลักษณะของส่วนที่อยู่ก้นถาดไว้ เช่นเค้กสังขยา คัสตาร์ดเค้ก Upside-down Cake และเค้กฝอยทองเป็นต้น
      • การอบรองกระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษอเนกประสงค์ เป็นการปรับเอาวิธีอบรองน้ำมาใช้โดยใช้กระดาษชุบน้ำรองพิมพ์ขนมอีกที
      • การอบหล่อน้ำ เป็นการเพิ่มไอน้ำในเตาอบเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ขนม โดยการนำน้ำใส่ภาชนะทนความร้อนวางไว้ในเตาอบ
      • ข้อควรระวังในการอบรองน้ำคือ การอบรองน้ำอาจส่งผลให้หน้าขนมแฉะได้ และการอบขนมบางชนิดก็ไม่เหมาะกับอบแบบรองน้ำ เพราะอาจทำให้เนื้อขนมด้าน หรือแตกตรงกลางได้ เช่นบัตเตอร์เค้ก หรือการอบขนมโดยใช้ไฟบนร่วมด้วย
      การเตรียมเตาอบ และการอบ การเช็คสุก
      • ควรวอร์มเตาอบก่อนอบจริงอย่างน้อย 15-20 นาที หรือจนได้อุณหภูมิที่ต้องการ
      • อุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำเบเกอรี่ทั่วไป คือ 350° F หรือประมาณ 175-180° C แต่ทั้งที่ก็ขึ้นอยู่กับเตาอบของแต่ละบ้านด้วยที่อาจจะต้องใช้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าที่กำหนดเล็กน้อย
      • การอบขนมที่มีขนาดเล็กหรือแบน เช่นคุกกี้มักใช้อุณหภูมิสูง เพื่อให้สุกเร็วและรักษารูปร่างของคุกกี้ไม่ให้เสีย
      • การอบชูครีมหรือเอแคลร์จะใช้อุณหภูมิที่สูงมาก ประมาณ 200-220° C ในการอบเพื่อให้ขนมขึ้นฟูและไม่แบน จากนั้นจึงค่อยลดอุณหภูมิลงเหลือ 180-190° C
      • การอบบัตเตอร์เค้กหรือเค้กเนยที่ผสมด้วยวิธีการตีครีม (Creaming Method) ในพิมพ์โลฟหรือพิมพ์บัตเตอร์ซึ่งจะสูงกว่าพิมพ์ทั่วไป จึงใช้เวลาอบนาน ดังนั้นต้องลดอุณหภูมิเตาอบลงเหลือประมาณ 150-160° เท่านั้น
      • ควรมีที่วัดอุณหภูมิในเตาอบ นอกเหนือจากตัวตั้งอุณหภูมิที่ติดมากับเตาอบ เพราะอุณหภูมิที่ตั้งกับอุณหภูมิที่แท้จริงในเตาอบอาจไม่ตรงกันได้
      • การวางขนมในเตาอบ โดยปกติควรวางตรงกลางเตาอบ เพื่อป้องกันขนมอยู่ชิดขอบเตามากเกินไปจะทำให้ไหม้ได้ง่าย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความร้อนภายในเตาอบด้วย เพราะหากไฟบนแรงกว่าไฟล่าง ก็ควรขยับลงมาข้างล่างมากหน่อย แต่ถ้าไฟล่างแรงก็อาจขยับขึ้นบน
      • โดยปกติการอบขนมทั่วไปจะใช้ไฟบน-ล่าง เช่นคุกกี้ บราวนี่ คัพเค้ก 
      • การอบเค้กควรใช้ไฟล่างเพียงอย่างเดียวก่อน ขนมจึงจะไม่แตกตรงกลาง ถ้าใช้ไฟล่างแล้วหน้าขนมสีซีดเกินไปให้ปรับเป็นไฟบน-ล่าง หรือไฟบนในช่วงท้ายของการอบ
      • หากอบขนมมากกว่า 1 ชั้น ควรเปิดพัดลมร่วมด้วย เพื่อกระจายความร้อนให้ทั่วถึง
      • การเปิดพัดลมในเตาอบอาจมีผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นด้วย ดังนั้นหากทำให้ขนมเกิดสีเร็วเกินไป ควรปรับลดอุณหภูมิลงประมาณ 10 องศาเซลเซียส
      • ถ้าหากความร้อนในเตาอบไม่เท่ากัน อาจเปิดเตาเพื่อสลับถาดขนมเพื่อให้สีขนมสม่ำเสมอ (ควรเปิดหลังจากที่ขนมมีโครงสร้างที่ดีแล้ว)
      • ขณะอบไม่ควรเปิดเตาอบจนกว่าขนมจะมีโครงสร้างที่ดีแล้ว ไม่เช่นนั้นจะทำให้ขนมยุบและไม่ขึ้นฟูได้
      • การเช็คขนมสุก บางครั้งเราจะใช้เวลาตามสูตรระบุเลยไม่ได้ เพราะเป็นไปได้ว่าขนมอาจสุกเร็วหรือช้ากว่าที่สูตรระบุได้ การอบขนมไว้นานเกินไป หรือเอาออกจากเตาเร็วเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้ขนมสูญเสียลักษณะที่ดีได้ เช่น ไหม้ ขม ร่อน หดจากพิมพ์ ขนมยุบ เนื้อขนมหยาบ ร่วน แห้งเกินไป
        • เบื้องต้นสังเกตจากการขึ้นของขนม เช่นเค้กจะฟูขึ้นจนเต็มพิมพ์ คุกกี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้น เอแคลร์จะฟูสวย แตก 
        • จากนั้นดูสีของขนม สีจะเริ่มเหลืองเข้มขึ้น (ยกเว้นรสช็อกโกแลตที่สีเข้มอยู่แล้ว อาจสังเกตสีได้ยาก)
        • กลิ่นหอมเตะจมูก เมื่อขนมสุกจะให้กลิ่นออกมาค่ะ จากนั้นเฝ้าเตาได้เลย
        • หากเป็นเค้ก สังเกตขอบขนม จะดูคล้ายเนื้อจะหดเข้าไปเล็กน้อย
        • อาจเคาะเตาอบเบาๆ เพื่อสังเกตการกระเพื่อมของขนม โดยเฉพาะตรงกลางถ้ายังไม่สุกจะมีการสั่นไหว
        • ถ้าเราสังเกตอาการเบื้องต้นแล้วค่อนข้างแน่ใจว่าขนมน่าจะสุกแล้ว ให้เปิดเตาเช็คสุกด้วยวิธีการดังนี้
          • สำหรับชิฟฟอนเค้กและสปันจ์เค้ก ให้ใช้นิ้วมือแตะลงตรงกลางเค้ก หากสุกแล้วเนื้อเค้กที่ยุบลงไปตามแรงกดจะเด้งตามมือขึ้นมา ให้นำออกมาเคาะกับพื้นเบาๆ สักครั้งสองครั้งเพื่อปรับโครงสร้างไม่ให้ยุบตัวลงได้ง่าย ถ้าเค้กไม่เด้งขึ้นมา ให้รีบปิดฝาเตาอบ อบต่อทันที
          • สำหรับบัตเตอร์เค้กให้เช็คสุกด้วยการใช้ไม้ปลายแหลมหรือที่เช็คสุก จิ้มลงตรงกลางเนื้อเค้ก ถ้าไม่มีเศษเค้กติดปลายไม้ขึ้นมาแสดงว่าสุกแล้ว ให้นำออกจากเตามาพักบนตะแกรงทันที
          • สำหรับบราวนี่ทำวิธีเดียวกับบัตเตอร์เค้ก แต่จะมีเศษเค้กติดขึ้นมาบ้าง (แต่ไม่ได้เป็นน้ำแฉะๆ) แสดงว่าสุกใช้ได้แล้ว ให้รีบนำออกมาพักบนตะแกรงทันที เพราะหากอบนานเกินไปเนื้อบราวนี่จะหยาบ ร่วน แข็ง หรืออาจขมได้
          • การเช็คสุกคุกกี้ให้ดูที่ก้นขนม ถ้าก้นสีสวยสุกดี ก็นำออกได้เลย
      อ่านต่อบล็อกหน้าค่ะ
      การเตรียมวัตถุดิบ

      การชั่งตวงให้ถูกต้อง


      ป้องกันโหลดบล็อกนาน ยกการเตรียมวัตถุดิบและการชั่งตวงไปบล็อกหน้านะคะ






      Thursday, July 7, 2016

      น้ำหนักไข่ไก่ เบอร์ไหน ใช้แทนกันได้ไหม และการแปลงเป็นหน่วยกรัม


      คราวก่อนเราแนะนำวิธีการเลือกซื้อ เลือกดูไข่ไก่สดๆ ใหม่ๆ ไว้ใช้ในงานเบเกอรี่กันไปแล้ว คราวนี้มาขยายความเรื่องการใช้ไข่ไก่ในสูตรเบเกอรี่กันบ้างนะคะ


      ไข่ไก่ในตำรับเบเกอรี่ ไข่เบอร์ต่างๆ

      บางตำราจะบอกขนาดของไข่ไก่ไว้ว่าใช้เบอร์อะไร เราก็ใช้ตามนั้น โดยส่วนใหญ่ที่ใช้กันก็จะเป็นไข่ไก่เบอร์ 2 เบอร์ 1 และเบอร์ 0 แต่ถ้าเราหาไข่ไก่ขนาดตามสูตรไม่ได้ล่ะ จะใช้เบอร์อื่นแทนได้ไหมนะ?


      ต้องตอบว่าแล้วแต่ค่ะ บางสูตรก็ใช้แทนได้ บางสูตรใช้แล้วก็เพี้ยนไปเลยเช่นกัน อย่างเช่นเอแคลร์หรือชูครีมการใส่ไข่ไก่สำคัญมาก เช่นสูตรระบุให้ใช้ไข่ไก่เบอร์ 2 สัก 6 ฟอง แต่ถ้าเรามีแต่เบอร์ 0 ถ้าใส่หมดเลย 6 ฟองส่วนผสมก็อาจเหลวเกินไปได้ (การใส่ไข่ในแป้งชูส์มีรายละเอียดมาก ขอไม่กล่าวถึงในที่นี้นะคะ)

      เรามาแปลงไข่เป็นน้ำหนักกรัมกันค่ะ ขอยกเฉพาะเบอร์ไข่ไก่ที่นิยมใช้กันเท่านั้นนะคะ

      เราจะใช้น้ำหนักรวมของไข่ขาวและไข่แดง ไม่รวมเปลือกไข่ (เปลือกไข่หนักประมาณ 7 กรัม)

      ส่วนไข่แดงส่วนใหญ่จะหนักประมาณ 15-17 กรัม ที่เหลือจะเป็นน้ำหนักไข่ขาว ซึ่งจะหนักกว่าไข่แดงกว่าสองเท่า

      ไข่ไก่เบอร์ 0 น้ำหนักประมาณ 65-70 กรัม (65)
      ไข่ไก่เบอร์ 1 น้ำหนักประมาณ 57-62 กรัม (60)
      ไข่ไก่เบอร์ 2 น้ำหนักประมาณ 52-55 กรัม (55)
      ไข่ไก่เบอร์ 3 น้ำหนักประมาณ 50 กรัม (50)
      ไข่ไก่เบอร์ 4 น้ำหนักประมาณ 45 กรัม (45)


      เราจะเห็นได้ว่าขนาดของไข่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 นั้นค่อนข้างจะใกล้เคียงกันมาก ถ้าใช้ปริมาณไม่มาก ส่วนใหญ่ก็ใช้แทนกันได้ค่ะ

      หากต้องการแปลงไข่เป็นหน่วยกรัมเพื่อใช้แทนกัน สามารถใช้หน่วยกรัมในวงเล็บในการแปลงสูตรได้เลยค่ะ เช่น สูตรระบุให้ใช้ไข่ไก่เบอร์ 0 จำนวน 5 ฟอง จะใช้ไข่ประมาณ 325 กรัม ถ้าเรามีไข่ไก่เบอร์ 2 เราต้องใช้กี่ฟอง ก็ตั้ง 325/55 จะได้ผลลัพธ์ 5.9 ฟอง ซึ่งใกล้เคียง 6 ฟอง ดังนั้นถ้าเราใช้ไข่เบอร์ 2 จำนวน 6 ฟองจะได้น้ำหนักประมาณ 330 กรัม ซึ่งใกล้เคียงกันมาก จึงใช้แทนกันได้เลย ดีกว่าการใช้เพียง 5 ฟอง ซึ่งจะได้น้ำหนักรวมประมาณ 275 กรัมเท่านั้น เห็นไหมว่าการแปลงน้ำหนักไข่มีประโยชน์แค่ไหน ถ้าเราใช้ไข่ที่น้ำหนักน้อยกว่าหรือมากกว่าสูตรในปริมาณที่มาก เช่น ½ ฟอง หรือ 1 ฟอง มีผลต่อขนมแน่นอนค่ะ
      หรือบางสูตรกำหนดน้ำหนักของไข่มาเลย เช่น ใช้ไข่ไก่ 450 กรัม แม้ว่าเราจะสามารถต่อยไข่ใส่ลงไปจนครบ 450 กรัมได้เลย แต่ถ้าเรารู้เบอร์ไข่ น้ำหนักไข่โดยประมาณก็จะช่วยให้เรากะได้ว่าควรจะใช้ไข่เท่าไหร่ กี่ฟอง เพื่อที่ว่าจะไม่เหลือทิ้งให้เสียของกัน

      450/65 จะใช้ไข่เบอร์ 0 ประมาณ 7 ฟอง
      450/60 จะใช้ไข่เบอร์ 1 ประมาณ 7 ½ ฟอง
      450/55 จะใช้ไข่เบอร์ 2 ประมาณ 8 ฟอง
      450/50 จะใช้ไข่เบอร์ 3 ประมาณ 9 ฟอง
      450/45 จะใช้ไข่เบอร์ 4 ประมาณ 10 ฟอง

      อ้าว! แล้วถ้าเรามีไข่ไก่เบอร์ 1 เราจะทำอย่างไรล่ะ 7 ฟองครึ่ง นี่คือต้องทิ้งครึ่งฟองใช่ไหม?
      ตอบ อันนี้แล้วแต่อีกค่ะ ลองชั่งดูก่อนดีกว่า ไข่เบอร์ 1 บางล๊อตใบเล็ก หนักไม่ถึง 60 กรัม สามารถใช้ 8 ฟองได้เหมือนไข่ไก่เบอร์ 2 เลยค่ะ แต่ถ้านางมาใหญ่ 60 กว่าทุกใบ อาจใช้ไข่ไก่เบอร์ 1 เพียง 7 ฟองก็ได้ หรือจะใช้ไข่เบอร์ 1 7 ฟอง + ไข่แดงอย่างเดียว หรือไข่ขาวอย่างเดียว หรือจะตีแบบไข่เจียวแล้วใช้ครึ่งหนึ่งก็ได้อีกเช่นกัน อยู่ที่วิจารณญาณและความต้องการของเราค่ะ การใช้ไข่น้อยกว่าหรือมากกว่าสูตรเล็กน้อยในส่วนผสมที่มากให้ผลที่แตกต่างเพียงเล็กน้อย เช่นหากเราใช้พอดีสูตรก็จะได้เนื้อประมาณหนึ่ง ไข่มากกว่าส่วนผสมก็จะขึ้นฟูมากกว่า ใส่ไข่น้อยกว่าก็จะขึ้นฟูน้อยกว่านิด โครงสร้างก็อาจจะลดลงอีกหน่อย แต่สำหรับมือใหม่ที่กลัวพลาด ก็ใช้ให้ใกล้เคียงกับสูตรกำหนดให้มากที่สุดจะดีกว่าค่ะ

      ด้านบนนั้นสำหรับขนมจำพวกเค้กค่ะ เพราะว่าใช้ไข่ไก่จำนวนมาก หากเป็นพวกบราวนี่ คุกกี้ซึ่งไข่ไก่อาจไม่ใช่ส่วนประกอบหลักเท่าไรนัก เราสามารถใช้เบอร์ไหนก็ได้ค่ะ ผลที่ได้จะไม่ต่างมากนัก (หากว่าขนาดไข่ไก่ไม่ต่างกันมากเช่นเบอร์ 0 กับเบอร์ 4 นั้นน้ำหนักต่างกันมาก ก็ควรจะแปลงเป็นสูตรกรัมก่อนจะดีกว่า)
      ขนมปังบางสูตรก็มีไข่เป็นส่วนประกอบ แต่ขนมปังนั้นถ้าโดเกินแฉะไปก็จะตีไม่เนียน ดังนั้นควรใช้ไข่ไก่ขนาดกลางอย่างเบอร์ 2 และเบอร์ 3 หากสูตรไม่ได้ระบุให้ใช้ขนาดใหญ่ หรือตีแบบไข่เจียวแล้วทยอยเทเอาค่ะ ถ้าปั้นก้อนได้ดีก็พอได้เลย ไม่ต้องเทหมดจนโดแฉะ


      สูตรบางสูตรไม่ได้บอกเบอร์ของไข่ บอกแต่ว่าไข่ไก่ขนาดใหญ่ แล้วต้องใช้เบอร์อะไรนะ?

      ถ้าเป็นตำราไทย ก็ให้ใช้เบอร์ 0 หรือเบอร์ 1

      แต่ตำราต่างประเทศ ใช้แค่เบอร์ 2 หรือเบอร์ 3 ก็พอ เพราะอ่านหลายตำราเค้าจะใช้คำว่า large eggs แต่แปลงหน่วยกรัมเป็น 50 กรัมเท่านั้นเอง ซึ่งก็ตรงกับไข่ไก่เบอร์ 3 บ้านเราเท่านั้น

      ตำราญี่ปุ่นหรือเกาหลีส่วนใหญ่ ก็ใช้ไข่ไก่ขนาดกลางประมาณเบอร์ 2 เบอร์ 3 เช่นกัน แต่ถ้าบางตำราระบุว่าไข่ไก่ขนาดใหญ่ที่หนักฟองละ 60 หรือ 65 กรัม เราก็เลือกใช้ตามที่ตำราบอก

      นอกจากนี้อาจมีบางสูตรที่ระบุเป็นไข่ไก่ที่ชั่งรวมเปลือก เราก็ต้องบวกลบเอานะคะ
      เช่นระบุว่าใช้ไข่ไก่หนักประมาณ 60-65 กรัม รวมเปลือก 10 ฟอง เราก็ต้องดูก่อนว่าไข่ไก่ที่ว่านั้นคือเบอร์อะไร โดยน้ำหนักของเปลือกไข่นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 7 กรัม ไม่เกิน 8 กรัม ซึ่งถ้าเราลองลบน้ำหนักเปลือกออกแล้วจะทราบได้ทันทีว่าไข่ไก่ที่หนักรวมเปลือกประมาณ 60-65 กรัมนั้นคือไข่ไก่เบอร์ 1 หรือ เบอร์ 2 เราก็เลือกใช้ให้เหมาะ หรือจะเอามาแปลงน้ำหนักรวมแล้วใช้ไข่ที่เรามีแทนก็ได้

      ถึงตรงนี้มีใครอ่านกันบ้างหรือเปล่าเอ่ย? ใครอ่านจบก็ช่วยคอมเมนต์บอกกันสักนิดนะคะ เพราะบทความนี้ดีหรือห่วยยังไง ผู้เขียนจะได้ปรับปรุงมานำเสนอกันใหม่

       
      ขอให้มีความสุขกับการเรียนรู้ในโลกการทำขนมและอาหารค่า


      Printfriendly